จาก web http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=400294
1. สถานทูตจีน เขียนรายงาน ระบุการศึกษาบ้านเรา
เน้นแต่ด้าน ศิลปศาสตร์ นิติฯรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การตลาด บริหารธุรกิจ
ซึ่งจบมาแล้ว ไม่มีงานทำ
ความรู้กระจอก
สักแต่ให้มีปริญญา
ไม่ได้สร้าง
value-added ใดๆ
25ปีที่ผ่านมา ไทยผลิตยาง ยังไงก็ยังทำแบบนั้น
ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม
ทำเป็นยางรถยนต์ หรือสิ่งประดิษฐ์ อะไรเองไม่เป็น
สร้างคิดอะไรไม่ได้
2. มหาวิทยาลัยไทย รวมไปถึง ธรรมศาสตร์จุฬาฯ กิจกรรมเน้นเต้น
หลีดโชว์หล่อสวย แต่โง่
ไม่มีการฝึกงานอะไร ที่เป็นประโยชน์
ขอเงินพ่อแม่
เที่ยวกลางคืน
ไปวันๆ
โชว์วัตถุนิยม ว่ารถกู ขับรถไร
พวกดีๆ มีน้อย แค่10%
ในขณะที่เด็กสหรัฐฯ พวก MIT Stanford
หรือเด็กจีนชิงหัว
ปิดเทอมพยายามหางานทำ
ฝึกงาน UN World Bank JP Morganหรือมาค่ายผู้ลี้ภัย
ชาวโรฮิงญาในไทย
3. จ่ายครบจบแน่ ปริญญาขยะ เต็มบ้าน คือ หางานไรทำไม่ได้ แต่อยากจะรวย
นอกจากนี้ ยังทุจริต
เด็กบ้านนอก ได้มาเข้ากรุง สักว่าจบปริญญา
ประดับบ้าน แต่หางานทำไม่ได้
ปึหนี่งหมดเงิน ภาษีประเทศซาติ
ไปหลายหมื่นล้าน
4. ภาษาอังกฤษ ห่วยแตกขั้นเทพ
ไม่มีความคิด อะไรใหม่
ครูมัธยม เอาแค่โรงเรียน ในกรุงเทพฯ ผมเคยถูกเชิญไปพูด ยังออกเสียง
สะกดศัพท์ไม่ถูกเลย
จะสอนเด็กให้ถูก อย่างไร
5.ความ รู้ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยี มันหมุนเวียน เป็นภาษาอังกฤษ
ซึ่งคนไทยรู้แต่ ภาษาไทยตัวเอง ไม่มีความสามารถ แข่งขันอะไร ในระดับโลก
โลกทรรศน์แคบ
สำนักข่าวไทย รายงานแต่เรื่องเส็งเคร็ง
ไม่ได้สร้างคุณค่า ความรู้อะไร
คนนั้นท้องกับคนนี้ ตำรวจตั้งด่านไถตังค์
ไปวันๆ
ไปทำงานมา หลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
บอกได้เลย นักเรียนไทย โคตรจะขี้เกียจ ไม่รู้ปีหนึ่งๆ อ่านหนังสือกัน
กี่เล่ม?
เป็นไง เขามองเราผิด หรือ ถูก
เอามาปรับแก้ไข
ข้อ 3 ขอเพิ่มเติม
คงได้ยินว่า พายัพ เข้าง่าย จบยาก (หรือไม่จบเลย) เพราะ ม.เอกชน จะถูกกำกับ ตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ อย่างมาก เช่น
มีคณะกรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรวจสอบว่า
- แต่ละวิชา สอนอะไร เพราะอะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ ออกข้อสอบสอดคล้องไหม ต้องอธิบายได้
- ตรวจข้อสอบ ที่ออก กันอย่างละเอียด ผู้สอนต้องอธิบายได้ว่า ถามไปเพื่ออะไร ไม่ถูกก็แก้ไข
สิ่งเหล่านี้ ไม่เข้มงวดใน ม. ของรัฐ
- มีการประเมินจากหน่วยงานอิสระ อีก หลายหน่วยงาน ประเมินกันละเอียดยิบ
- ข้อสอบ ไม่ใช่ว่า จะสอบพรุ่งนี้ ก็ออกกันวันนี้ได้
ต้องออกกันเสร็จเป็นเดือน เพื่อ ผ่านคณะกรรมการพิจารณา แก้แล้ว แก้อีก
อย่าคิดว่าจะจบกันได้ง่าย ๆ นะ หลายคน ไม่จบ หลายคนจบเพียงแค่เกรด สองจุด ศูนย์ ๆ เอาไปสมัครงานดี ๆ ก็ไม่ได้
ต่อไป ท่านที่มาสาย รับทราบได้เลยว่า ถือว่าขาดเรียน
ท่านที่จะขอเข้าห้องน้ำ กรุณาจัดการแต่เนิ่น ๆ ก่อนเข้าเรียน
ท่านที่เข้าเรียน แล้ว ไปกดมือถือ ครูว่า ไม่ต้องเข้าเรียนดีกว่า นั่งกดนอกห้อง สนุกกว่าเยอะ เสียเวลา รอวันตายไปวัน ๆ ย้ายสาขา หรือ หาตัวเองให้เจอ แล้ว ตามฝันนั่นจะดีกว่า
การใช้ชีวิต ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียน ในอดีต เลิกซะ ลุยเรียนเต็มที่ เรียนให้เข้าใจ ทำให้ได้
เอาให้เก่ง สุด ๆ
ญี่ปุ่น มองไทย
http://pantip.com/topic/32558249
นายเซ็ทซึโอะอิอุจิ
ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพระบุว่าไทย
ไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน ในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น
โดยได้แสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ
(หมายเหตุ ..หลังจากที่ลุงโพสกระทู้นี้ลงไปแล้ว มีหลายท่าน แจ้งให้ลุงทราบว่า ความจริงแล้ว
ผู้วิเคราะห์จุดอ่อนคือคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ลุงต้องขอบพระคุณไว้ณ.ที่นี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนทั้ง10ข้อเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะคุณวิกรมเองถือเป็นนักลงทุนที่ชาวต่างชาติรู้จักดี
ดังนั้นสิ่งทีคุณวิกรมสื่อออกมานั้น จริงเท็จอย่างไร เราคนไทยคงทราบกันดี
เรื่องนี้เป็นเพียงจุดอ่อนที่เราสมควรแก้ไข ส่วนจุดแข็งนั้น ลุงเชื่อว่าบ้านเรามีมากมาย
ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเรา)
1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา
เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ
2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ
ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ
ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ
5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน
เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง
การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว
7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มี
เงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด
คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์ เอ็นจีโอดีๆก็มี แต่มีน้อย
บ่อยครั้งที่ประเทศไทยเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน
9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก
ประเทศไทยยังขาดทักษะและทีม เวิร์คที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน
ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง
เพราะเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง
ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย
แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น